คิดจะกิน Colla Angel โปรดอ่านทางนี้ก่อน

ถ้าพูดถึง คอลลาเจน  คงเป็นที่รู้จักในวงการสาวๆ ไม่ว่าจะสาวแท้หรือสาวเทียม ที่ต้องการในเรื่องของความงาม แม้กระทั่งในวงการแพทย์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมานานมากแล้ว เช่นกัน

ในปัจจุบัน สาวๆหลายๆคนหันมาให้ความสนใจ อาหารเสริมที่มี คอลลาเจน เป็นส่วนประกอบ ดังนั้นมีอาหารเสริมยี่ห้อหนึ่ง ที่มาแรงมากไม่พูดถึงก็คงจะตกข่าว แบรนด์ที่ว่านั้นก็คือ “Colla Angel”   ที่บอกว่ามาแรงใครไม่รู้จะตกข่าว เหตุผลว่าเจ้าของแบรนด์ เป็นคนดังที่ต้องบอกว่าดังจากการ การทำศัลยกรรม นั่นเอง

ซึ่งต้องบอกว่า สินค้า  “Colla Angel” มีข้อดีหลายอย่าง คือ

  • กล่องสวยงาม สีชมพู
  • สีสันน่าทานเป็นสีชมพูเหมือนขนมหวาน
  • มีคอลลาเจนสูงถึง 8000 มก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จากการสอบถามลูกค้าที่ทานแล้วปรากฏว่า สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดในการทาน “Colla Angel” ก็คือ ทานยากมาก เพราะกลิ่นคาวมาก และถ้าทานมากจะเกิดอาการเอียนได้จึงเป็นปัญหากับลูกค้ามากๆในการเลือกที่จะทาน “Colla Angel”

แล้วทีนี้จะทำอย่างไรในเมื่ออยากสวย อยากเต่งตึง แต่ไม่อยากทานคอลลาเจนที่มีกลิ่นคาวแบบ “Colla Angel”

จะบอกว่าเรามีตัวช่วย…อ่านต่อสิแล้วจะรู้…ไม่งั้นอดสวยนะ!!!

ต้องบอกว่า ถ้าคุณอยากทานคอลลาเจน แบบไม่มีกลิ่นคาวละก็ คุณห้ามพลาดกับผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะเอ่ยถึงเด็ดขาด เพราะ เขาคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี และถึงแม้เจ้าของแบรนด์จะไม่ใช่ ดารา แต่จะบอกว่า ดาราหลายๆท่านแห่เข้ามาทานตัวนี้อย่างล้นหลาม แม้แต่ เนย โชติกา และ ทับทิม มัลลิจากรายการ VRZO ยังทานเลย

 

 

แบรนด์ที่ว่านั้นก็คือ “Colly Collagen ” นั่นเอง จะบอกว่า Colly มีข้อดีที่คุณต้องรู้คือ

  • คอลลาเจน นำเข้าจาก Japan คุณภาพเกรดพรีเมียม AAA
  • โดดเด่นด้วย Collagen ที่มีสูงถึง 6000 mg
  • เพิ่มคุณค่าอาหารผิวด้วย Vitamin C,Acerola Cherry และ L-glycine เป็นสารตั้งต้นของกลูต้าไธโอน
  • ที่สำคัญได้รับมาตรฐาน GMP,HACCP และ อย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่คุณจะได้รับจากการทาน Colly Collagen 6000 mg คือ

  1. ฟื้นฟูสุขภาพผิว เพื่อความยืดหยุ่น และความชุ่มชื่นของผิว
  2.  ยับยั้งการเกิดรอยเหี่ยวย่น บำรุงผิวให้เนียนนุ่ม
  3.  ทำให้ผิวพรรณขาวใส และเติมร่องลึก ช่วยให้ฝ้า , กระ จางลง
  4.  คืนความอ่อนเยาว์ในเวลาอันรวดเร็ว
  5.  เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือด เม็ดเลือด และเนื้อเยื่อ
  6.  เป็นคอลลาเจนแบบผง สำหรับผู้ที่ทานยาเม็ดยาก
  7.  การฉีดคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย ต้องเจ็บตัวและค่าใช้จ่ายสูงกว่า
  8.  ถ้าได้ลองทางผู้บริโภคจะรับรู้
  9.  ผม เล็บ อย่างชัดเจนในสัปดาห์แรก

คุณสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากศูนย์จัดจำหน่าย

http://www.collypink.net

 

Colly Collagen VS Colla Angel

เมื่อเห็นด้วยตาของคุณแล้ว ยินดีด้วยกับคนที่ต้องการทาน คอลลาเจน แบบไม่คาว ทานง่าย และที่สำคัญ ผ่าย อย. เป็นที่เรียบร้อย สำหรับสินค้า Colly Collagen  นึกถึง คอลลาเจน ครั้งใด ต้องนึกถึง Colly Collagen เท่านั้น

Colly Pink vs Colla angel

วันนี้เราจะมาเทียบว่าข้อดีและข้อเสียระหว่าง Colly Pink และ Collaangel ว่าเป็นยังไงจะมาเปรียบเทียบเป็นข้อๆ ไป

  • Colly Pink นั้นมีรสชาติที่ดื่มง่ายและรสชาติดีกว่า Colla angel
  • Colly Pink ราคาจะสูงกว่านิดหน่อยแต่ประสิทธิภาพจะดีกว่า หากต้องการผลลัพธ์ที่เร่งด่วน
  • หากดูผลลัพธ์จากการทานผลิตภัณท์ Colly Pink รีวิวลูกค้าจะเยอะกว่าและละเอียดกว่าทำให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกได้ง่ายกว่า
  • Colly Pink นั้นมีโอกาสที่จะเจอผลิตภัณท์ปลอมมากกว่า ดังนั้นคุณต้องศึกษาหรือดูรีวิว Colly Pinkให้ดีก่อนซื้อมารับประทาน

Colly Pink คุณสามารถเข้าไปดูข้อมูลผลิตภัณท์ได้ที่  http://www.collypink.in.th

ขาวใส เด้ง ชมพูออร่า ต้อง Colla Angel

        collaangel มีทั้งแบบเม็ด และผงชง  แน่นอนข้อเสียอย่างแรกของการฉีดคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายก็คือ ต้องเจ็บตัวและค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ข้อดีก็คือลูกค้าที่มีปัญหา เรื่องริ้วรอยสามารถเห็นผลได้ทันที หากได้รับการฉีดคอลลาเจน โดยแพทย์ที่มีความชำนาญแต่สารที่ฉีดเข้าไปก็ไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไปนะคะ ลูกค้าต้องกลับไปฉีดทุก 4-6 เดือน และขอเน้นนะคะว่า ต้องเป็นแพทย์ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์จริงๆเพราะการฉีดมีความเสี่ยงคะ เพื่อนๆ คงรู้ดีอยู่แล้ว ในขณะที่การรับประทานเป็นการค่อยๆ ทำให้ร่างกายกลับมาผลิตสารคอลลาเจนให้กับร่างกาย เป็นกระบวนการทำให้ดีจากภายในค่ะ ไม่เจ็บตัว และไม่ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ไม่เสี่ยงต่อการเจ็บตัวไม่เสียเงินในค่าฉีดของหมอ รวมถึงค่าคอลลาเจน 3000-5000 บาท / ครั้งอันตรายเมื่อนำสิ่งที่ร่างกายแปลกฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกร้ามเนื้อ รวมทั้ง การฉีดคอลลาเจนยังไม่ผ่าน อย.ราคาคอลลาเจนผงมีราคาที่ต่ำกว่าแต่ได้ปริมานคอลลาเจนที่มากกว่า เช่น การฉีดอย่างมากก็ 1000 มิลลิกรัมต่อครั้ง/2 อาทิตย์ต่างจากการกิน ได้คอลลาเจน 6,000 มิลลิกรัม/ซอง หรือ 12,000 มิลลิกรัม ต่อวันคอลลาเจนผงดีกว่าตรงที่ง่ายต่อการพกพาเพราะเป็นซอง ทานง่ายรสชาติอร่อย ดูดซึมได้เร็วราคาถูก ได้ อย. ดื่ม คอลลาเจน ของ Colla Angel ขาวใสได้ไม่ใช่แค่ฝัน ควรดื่มทุกวันขณะท้องว่าง วันละ2เวลาก่อนอาหาร ทุกเช้า และก่อนเข้านอน ขาวใส เด้ง ชมพูออร่า

คอลลาเจนนำเข้าจาก Japan แน่นอนและทางโรงงานผู้ผลิตที่ญี่ปุ่นควบคุม การผลิตตั้งแต่ขั้นเพาะพันธุ์ลูกปลาจนมาถึงเป็นผงคอลลาเจน แบบพรีเมี่ยมเกรด( แต่ใส่คอลลาเจนต่อ 1 หน่วยบริโภค มากถึง 6,000 มิลลิกรัม ) – มวลโมเลกุลเล็กมาก ทำให้ดูดซึมได้ดีกว่าหลายๆ ยี่ห้อ ดูดซึมได้ตั้งแต่ในช่องปาก ที่สำคัญไม่ตกค้างในร่างกาย – พกพาสะดวก เพราะบรรจุเป็นซอง ได้รับมานตราฐาน GMP, HACCP และ Halal – รสชาติอร่อย มากกว่ายี่ห้ออื่น – เห็นผลชัดเจนเรื่องความนุ่ม ความใส เพราะ ใส่วิตตามินซีเข้มข้น + L glysine ( กรดอะมิโนที่เป็นสารตั้งต้นให้ร่างกายสร้าง สารกลูต้าไทโอน โดยธรรมชาติ )เพราะทางผู้ผลิตต้องการให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพท์อย่างชัดเจน เพราะในปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสนใจในคอลลาเจนเป็นอย่างมากแต่ส่วนใหญ่  ไม่เคยได้รับผลลัพท์อย่างชัดเจน ถ้าได้ลองทางผู้บริโภคจะรับรู้เลยว่ามีความเปลี่ยนแปลงกับผิว ผม เล็บ อย่างชัดเจนในครั้งแรก จากผลของการวิจัย แนะนำว่าควรรับประทาน Colly Pink 6000 1 ซองผสม กับน้ำเปล่าขณะท้องว่าง ก่อนนอนเพียงครั้งเดียวต่อวันค่ะ วิตามินซีจะช่วยการดูดซึมคอลลาเจนให้กับร่างกาย และเวลานอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดังนั้นการรับประทาน Colly Pink 6000 1 ซองก่อนนอนจึงเป็นเวลาที่ดีที่สุดและควร รับประทานอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 7 วันแรก ต้องทาน 1 ซองก่อนนอน และ อีก 1 ซอง ตอนเช้าตอนตื่นทันที หลังจาก 7 วันแล้ว ให้บริโภค Colly Pink 6000 1 ซองก่อนนอน ในทุกๆวันเป็นประจำ ติดต่อกัน ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เรื่องของระยะเวลาน่าจะขึ้นอยู่กับอายุและความเสื่อมของผิวและร่างกาย colla angel ลูกค้าบบางท่านเห็นผลได้ตั้งแต่ 1-2 ซองแรก  แต่บางท่านอาจใช้เวลา 2 อาทิตย์ เพราะขึ้นอยู่กับสภาพผิวและสุขภาพของลูกค้าแต่ละท่าน แต่จากการสังเกตท่านที่กิน Colly Pink 6000 1 ซองก่อนนอน ในทุกๆวันเป็นประจำ ติดต่อกันจะสามารถเห็นผลได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่คอลลาเจนที่ขายตามท้องตลาดจะเป็นแบบ เม็ด ในปริมาณคอลลาเจนเม็ดละ 200 มิลลิกรัม – 1,000 มิลลิกรัม ยกตัวอย่าง ยี่ห้อ xx ขายคอลลาเจนแบบ 30 เม็ด/กล่องใส่ปริมาณคอลลาเจน 1,000 มิลลิกรัม/เม็ด ทางผู้จัดจำหน่ายส่วนมากจะให้บริโภค 1-2 เม็ด ในราคาข้างกล่อง 800 – 1,500 บาท/กล่อง แสดงว่า เราจะได้ปริมาณ คอลลาเจน 2,000 มิลลิกรัม/วัน กินได้ 15 วัน ต้องซื้อกล่องใหม่ สรุป 1 เดือน ต้องเสียค่าใช้จ่าย 3,000 บาท แต่ได้คอลลาเจน ในปริมาณ 2,000 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งถ้าจะกินให้ได้เท่าปริมาณของ Colly Pink 6000 ต้องทานถึง 6 เม็ด/วัน  หรือในราคา 4,800 – 9,000 บาท อีกทั้ง Colly Pink 6000 ยังครบสูตรใน 1 เดียวตรงที่ไม่ต้องไปหา วิตามินซี มาทานเพิ่ม เพราะทางเราได้ผลิตวิตามินซีเข้มข้นไว้ให้ท่านแล้ว และกรดอมิโน L-glycine เป็นกรดอมิโนที่ช่วยให้ร่างการผลิตกลูต้าตามธรรมชาติขึ้นได้เองอีกด้วย เห็นมั้ยละ collaangel ครบสูตรขนาดนี้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการความยุ่งยาก

collaangel.com

สารสะกัดจากพืชตระกูลเบอร์รี่ สารแทนนิน มีฤทธิ์ในการสมานแผล และให้ผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

         สารสะกัดจากพืชตระกูลเบอร์รี่ พืชตะกูลเบอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามินซี จากวัตถุดิบธรรมชาติ ที่มีคุณภาพสูง สารสกัดตระกูลเบอร์รี่ 7ชนิด
Raspberry
Strawberry
Cranberry
Blackberry
Blueberry
Mulberry
Cape Gooseberry
        Berry หรือ เบอร์รี่ จัดเป็นสุดยอดผลไม้ นอกจากรสชาติที่มีการผสมผสานระหว่างความเปรี้ยวและความหวาน อุดมไปด้วย วิตามิน และสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง เป็นที่ยอมรับว่า การบริโภคเบอร์รี่ส่งผลต่อความงามและสุขภาพ การทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระเริ่มต้นจากปฏิกิริยาการหายใจระดับ เซลล์เกิดการคายพลังงานจะพบว่ามีอนุมูลอิสระของออกซิเจนเกิดขึ้น สารนี้จะไปทำลายโมเลกุลในระดับเซลล์ที่มันไปจับ ถ้าร่างกายมีปริมาณอนุมูลอิสระมากจะส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของกลุ่มเซลล์และ เมื่อกลไกต่างๆนี้ เกิดบริเวณชั้นผิวหนังอันจะส่งผลกระทบและเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดริ้วรอย การบริโภคอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ ซึ่งจะส่งผลทำให้มีผิวพรรณที่อ่อนเยาว์ ไม่ร่วงโรยก่อนวัย อนุมูลอิสระยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความเสี่ยงในการก่อให้เกิด โรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ
….Cranberry และ Blackcurrent จะช่วยลดปริมาณ ไขมันไม่ดี ในเลือด เพราะสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของ LDL ซึ่งกระตุ้นการอักเสบในหลอดเลือด
…. ด้านสุขภาพ เช่น Goji berry จัดเป็นพืชตระกูลเบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินเอ ที่มีสารตั้งต้นของ Carotenoids ช่วยบำรุงส่วนช่วยบำรุงสายตา และปรับการทำงานของเรตินา
….Elderberry ช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B โดยการกระตุ้นประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน ยับยั้งไม่ให้เชื้อเกาะกับผนังเซลล์
….ทำให้เราได้รับ Vitamin C คุณสมบัติสูงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ สำคัญต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ผิว
….สารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประกอบด้วย สารกลุ่มแอนโธไซยาโนไซด์ และ ….สารฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม
….สารแทนนิน มีฤทธิ์ในการสมานแผล และให้ผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
….อุดมไปด้วยวิตามิน ซี ที่เป็น Super –Antioxidant คุณภาพสูง จึงสามารถยับยั้งและชะลอการเสื่อมของเซลล์
….วิตามินซี ทำหน้าที่เข้าไปตัดการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส เพื่อไม่ให้ผลิตเมลานินมากเกินไป ช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส อมชมพู ดูเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
…..สามารถปกป้องการอักเสบของผิว ลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี

วิตามิน เอ การแบ่งเซลล์ และความแตกต่างของเซลล์ กล้ามเนื้อ

วิตามินเอมีประโยชน์กับผิวพรรณมากสามารถช่วย เรื่องสิวได้
           วิตามินเอ จำเป็นต่อร่างกายในแง่ของสุขภาพผิวและความสมดุลของฮอร์โมน คนที่เป็นสิวรุนแรงนั้นมีแสดงว่า ระดับวิตามินเอในเลือดต่ำ ผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่มีภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล เป็นสิว และรักษาสิวให้หายได้แสดงว่าได้รับอาหารเสริม วิตามินเอ รวมถึงรอยแผลที่เกิดจากสิวก็หายไป แต่จะกลับมาใหม่หลังจาก 2 สัปดาห์อาหารที่ให้วิตามินเอ คือ แครอท ผักใบเขียว (เช่นบร๊อคโคลี่, กระหล่ำเขียว, ผักขม) ผลไม้สีเหลือง/สีส้ม (เช่นลูกพีช, แอพริคอท, มะม่วง) เป็นต้น
วิตามิน เอ คือ วิตามินที่สำคัญที่ช่วยในเรื่องของการมองเห็น, การเจริญเติบโตของกระดูก, การสร้างใหม่, การแบ่งเซลล์ และความแตกต่างของเซลล์ กล้ามเนื้อ, ปอด, เลือด หรือเนื้อเยื่อพิเศษ วิตามินเอช่วยในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งช่วยป้องกัน หรือต่อสู้กับเชื้อโรคโดยการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวขึ้นมาทำลายแบคทีเรียและ ไวรัส วิตามินเอยังอาจช่วยลิมโฟไซท์ส
           วิตามินเอป้องกันบริเวณดวงตา ทางเดินหายใจ ท่อปัสสาวะ และลำไส้ เพื่อไม่ให้แบคทีเรียเข้ามาในร่างกายได้ วิตามินเอยังช่วยผิว และเยื่อบุผิวบริเวณช่องจมูกและปากเป็นการป้องกันแบคทีเรียและไวรัส
วิตามิน เอในอาหารจากสัตว์เรียกว่า พรีฟอร์มวิตามินเอ ถูกดูดซึมในรูปของเรตินอล ซึ่งเป็นแบบที่ได้ผลดีที่สุด จากอาหารจำพวก ตับและนม
วิตามิน เอจากผลไม้และผักเรียกว่า โปรวิตามินเอ แคโรทีนอยด์ โดยทั่วไปจะพบสารแคโรทีนอยด์ได้จากพืช เช่นเบต้า-แคโรทีน, อัลฟ่า-แคโรทีน และเบต้า-คริปโตซานทิน เหล่านี้เบต้า-แคโรทีนนั้นเป็นตัวที่ให้ประสิทธิภาพดีที่สุดในการทำให้เป็น เรตินอล อีกสองตัวที่เหลือนั้นก็สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้แต่ให้ประสิทธิภาพแค่ เพียงครึ่งหนึ่งของเบต้า-แคโรทีน
อาหารที่ให้วิตามินเอเช่น ไข่, นม และตับ ในอเมริกานั้น นมประเภทไม่มีไขมัน และผลิตภัณฑ์แช่แข็งต่าง ๆ ที่ไม่มีไขมัน เนื้อวัว ซีเรียล แครอท แคนตาลูป มันฝรั่งหวาน และผักขม เป็นต้น
****วิตามิน เอในอาหารที่ได้จากสัตว์นั้นจะดูดซึมได้ดีและมีประสิทธิภาพต่อร่างกาย ส่วนวิตามินเอในอาหารที่ได้จากพืชนั้นดูดซึมไม่ดีเท่าอาหารที่ได้จากสัตว์

 

มะขาม นับว่าเป็นพืชสมุนไพร หาได้ค่อนข้างง่ายในตามท้องตลาด

          มะขาม (Tamarind) สำหรับคนไทยมีความเชื่อว่า มะขามเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตก เพื่อป้องกันความถ่อย ถ้อยความและผีร้ายมิให้มากล้ำกลาย อีกทั้งต้นมะขามยังเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ถือกันเป็นเคล็ดว่าจะทำให้มีคนเกรงขาม ยำเกรง
มะขาม หรือมะขามเปียก นับว่าป็นพืชสมุนไพร หาได้ค่อนข้างง่ายในตามท้องตลาด
                    มะขาม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tamarindus indica Linn. เป็นพืชตระกูล Caesalpiniaceae
มะขามเป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันดี นำมาใช้ประโยชน์กันมาช้านาน มะขามเปียกที่มีขายยังนำมาใช้เป็นสมุนไพร โดยสรรพคุณของมะขาม(เปียก)
-คุณค่าทางอาหารของมะขาม-มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และ มีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก
-สามารถรักษาอาการท้องผูกเป็นประจำ ถ้าได้ โดยการดื่มน้ำมะขามเปียกเป็นประจำอาการท้องผูกก็จะเริ่มดีขึ้น เพราะว่าในมะขามนั้นมีสาร ประเภท Anthraquinone เป็นยาระบายได้
-สำหรับกากของมะขามเปียกและเนื้อมะขามเปียก เมื่อนำมาถูที่บริเวณแขนหรือขาทิ้งไว้สักครู่จากนั้นก็ให้ล้างน้ำออก จะทำให้ผิวพรรณบริเวณแขนขาสวยและเนียนขึ้น สำหรับสาวๆ ผิวแห้งสามารถมีผิวที่นุ่มเนียนขึ้นได้ค่ะ แล้วเรายังสามารถเอามะขามเปียกมาใช้แทนสบู่เวลาอาบน้ำ ได้โดยการถูตามตัว ทิ้งไว้สักพักประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ล้างออก จะให้ความรู้สึกที่ดี สะอาด ผิวไม่แตกลาย และปัจจุบันได้มีการนำมะขามมาดัดแปลงเป็นสบู่หรือไม่ก็เป็นสมุนไพรพอกหน้ากันอย่แพร่หลายค่ะ
-มะขาม ( เปียก ) แก้คลื่นไส้อาเจียน และรวมไปถึงอาการแพ้ท้อง
-มะขามเปียก นำมาใช้กับสุภาพสตรีที่ประจำเดือนไม่ปกติ โดยนำเอาเนื้อมะขาม (เปียก) ละลายในน้ำร้อน นำมาคั้นแล้วเติมเกลือและน้ำตาลพอรสดี ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง จะทำให้ประจำเดือนมาตามปกติและที่สำคัญยังลดอาการปวดประจำเดือน

 

AHA เร่งการผลัดเซลล์ผิวในชั้นนี้ได้ จึงช่วยสลายสิวเสี้ยนได้

“AHA” คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
AHA ชื่อเต็ม Alphahydroxy Acids ซึ่งเป็นสารที่สกัดจากผลไม้หลายอย่าง หรือรวมเรียกว่ากรดผลไม้ (Fruit Acids)
- Glycolic Acid สกัดจากอ้อย
- Lactic Acid สกัดจากนมเปรี้ยว
- Malic acid สกัดจากแอ๊ปเปิ้ล
- Tartaric Acid สกัดจากองุ่น
- Citric Acid สกัดจากผลไม้รสเปรี้ยว เช่นมะนาว เป็นต้น
AHA กับผิว

AHA จะไปทำลายแรงยึดเกาะระหว่างชั้นขี้ไคล และชั้นเซลล์คีราติโนไซต์ ทำให้ขี้ไคลลอกหลุดได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นให้เซลล์ใหม่ในชั้นล่าง (เซลล์คีราติโนไซต์) ขึ้นมาแทนที่ ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียบขึ้น เพราะมีเซลล์ใหม่มาทดแทน
AHA กระตุ้นให้เพิ่มการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงขึ้น ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวไม่หย่อนยาน สภาพผิวหนัากับ AHA ทำให้ใบหน้าสดใส นุ่มนวลเกลี้ยงเกลา แลดูอ่อนเยาว์ ผิวพรรณเต่งตึงขึ้น ยังช่วยในการรักษารอยตกกระ, รอยด่างดำ, ฝ้า, รอยเหี่ยวย่นตื้นๆ สิวเล็กๆ สิวเสี้ยน ได้ด้วย AHA เร่งการผลัดเซลล์ผิวในชั้นนี้ได้ จึงช่วยสลายสิวเสี้ยนได้
AHA Glycolic acid ยังเป็นตัวที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด ทำให้สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีกว่าตัวอื่น ส่วน Lactic acid เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องผิวแพ้ง่ายและแห้ง
AHA มีฤทธิ์เป็นกรด ถ้าpH สูงกว่านี้จะไม่มีฤทธิ์ช่วยในการลอกหลุดของเซลล์ผิวหนัง และถ้าเลือกใช้ที่ pH ตํ่ากว่านี้ ก็จะระคายเคืองต่อผิวมาก
AHA ไม่ใช่ยา จึงพบว่ามีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางหลายชนิด ความเข้มข้นที่ใช้ 15% ความเข้มข้นที่ตํ่ากว่า 4% ไม่ค่อยจะได้ผล แต่ถ้าความเข้มข้นที่สูงเกินไป จะมีผลข้างเคียงต่อผิวหนัง แต่ก็เห็นผลเร็ว กรณีมีความเข้มข้นที่มากกว่า 8% อยู่ในระดับควมเสี่ยงต่อผิวหนังควร ปรึกษาแพทย์
วิธีการใช้ AHA ควรใช้ ทาวันละครั้งในตอนเช้าหรือก่อนนอน ก่อนใช้ทาควรมีการทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 15 นาที ถ้าผิวคุณ มีขุย ขุยพวกนี้ก็คือขี้ไคล ที่หลุดลอกออกออกมาจากผิวหนังเรานั่นเอง
AHA ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น จะมีอาการแดงร้อนแสบในบริเวณที่ทา จึงควรทาครีมกันแดด
ผลิตภัณฑ์ AHA มีทั้งประโยชน์และโทษในการใช้งานเราจึงควรระมัดระวังในการเลือกใช้งาน

ข่าวเตือนภัย คอลลาเจน ปลอม อยากผิวขาวควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นดีที่สุด

              เตือนภัย หญิงไทย ถึง นวัตกรรมใหม่ๆ และเทคโนโลยี การดูแลความงาม อย่าง “โบท็อกซ์” และ “ฟิลเลอร์”  เร็วๆ นี้นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์  รองผู้อำนวยการ สถาบันโรคผิวหนัง  กล่าวอีกว่า ในวงการแพทย์ยังมี นวัตกรรม และ เทคโนโลยีเสริมความงาม  ที่ควรระวัง 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ครีมหน้าขาว ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน, กลูตาไธโอน และลูกกลิ้งคอลลาเจนบนใบหน้า (เดอร์มาโรลเลอร์) โดยนวัตกรรม และเทคโนโลยีความงามนี้ องค์การอาหารและยา (อย.) ไม่อนุญาติให้นำ มาใช้ในประเทศไทย ที่เห็นใช้ฉีดกันอยู่ เป็นการลักลอบเข้ามา จากต่างประเทศทั้งหมด
นพ.จินดาเล่าต่อว่า อันตรายที่อาจเกิดขึ้นและเทคโนโลยีก็ต่างกันไป เช่น ครีมหน้าขาวใสเด้งเร่งด่วน ที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนน ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวขาว  ถ้าผิวขาวเร็วแสดงว่าครีมที่ใช้อยู่ มีสารผสมอย่างเข้มข้น ผู้ใช้จะตกอยู่ในภาวะเสี่ยง อันตราย และมีความเป็นไปได้ว่าหากหยุดใช้แล้วผิวหนังจะเกิดปฏิกิริยา ส่งผลให้ใบหน้าเป็น ฝ้าดำมากกว่าเดิม หรือจะเป็นในกลุ่มของสารลอกหน้าที่มีไฮโดรควิโนนผสมอย่างเข้มข้นก็เข้าข่าย อันตรายเช่นเดียวกัน โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถทำให้ผิวหน้าเหวอะ กลายเป็นแผลติดเชื้อได้ เพราะตัวสารเคมีจะไปกัดผิว ทำให้ผิว ชั้นบนหลุดลอกออกมาอย่างรุนแรง
ส่วนกลูตาไธโอน ที่ฮอตฮิตติดตลาดสำหรับผู้ที่อยากมีผิวขาวกระจ่างใส ก็ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ของผู้ใช้อย่าง ร้ายแรงไม่แพ้กัน โดย นพ.จินดาระบุว่า กลูตาไธโอนเป็นกรดอะมิโนแอซิดชนิดหนึ่งที่ ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ เพราะ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย แต่มีคุณประโยชน์เชิงความงาม ในด้านยับยั้ง การสร้างเม็ดสีในผิว จึงมีการนำมาใช้เพื่อทำให้ผิวขาวขึ้น แต่มีข้อเสียคือต้องฉีดทุกอาทิตย์ และต้องฉีดอย่างเดียวเป็น ระยะ เวลากว่า 2 เดือนจึงจะเห็นผล
    “นอกจากจะต้องเสียเงินอย่างสม่ำเสมอแล้ว การฉีดกลูตาไธโอนเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีอันตราย มีความ เป็นไปได้ ว่าจะไปทำให้เมลานินหรือเม็ดสีที่จอประสาทตาลดลง ทำให้การรับแสงหรือการมองเห็น ของดวงตา ไม่เหมือน เดิมหรือตาบอดนั้นเอง และหากฉีดเข้าร่างกายอย่างต่อเนื่อง จากสารต้านอนุมูลอิสระ กลูตาไธโอน จะกลายเป็น สาร อนุมูลอิสระ ที่ทำให้ผู้ใช้แก่ เร็วขึ้น ที่สำคัญกลูตาไธโอนที่ใช้ฉีดกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นการลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่าน อย.” รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนังแจ้ง และกล่าวต่อว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อความงามอีกชนิดหนึ่ง ที่ผู้คิดใช้บริการต้องพึงระวัง ให้มากคือ “เดอร์มาโรลเลอร์” หรือลูกกลิ้งสร้างคอลลาเจน ที่มีลักษณะการทำงานโดยให้เข็มขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ติดอยู่ กับตัวโรล แทงลงบนผิวที่ทายาชาไว้ด้วยการทาบกลิ้งไปมา ซึ่งผู้ใช้เชื่อกันว่าใบหน้าที่โดนเข็มขนาดเล็กนับพันเล่มทิ่มลงไป จะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซมตัวเอง ส่งผลให้ผู้ทำมีผิวหน้าใหม่ที่เต่งตึงมากขึ้น ริ้วรอยต่างๆ ลดเลือนลง
“ความเชื่อดังกล่าว  ในทางการแพทย์ยังไม่งานวิจัยเชิงนัยยะสำคัญออกมายืนยันให้ข้อมูลว่าเท็จจริง อย่างไร ทั้งนี้เดอร์มาโรลเลอร์ที่ใช้อยู่ในสหรัฐอเมริกา จะผลิตเป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่ในประเทศไทยนิยมนำกลับมา ใช้ใหม่ในแบบไม่ค่อยคำนึงถึงความสะอาด ซึ่งการทำความสะอาดลูกกลิ้งสร้างคอลลาเจนให้ปลอดภัย 100% ต้องผ่าน ระบบ อบฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐานระดับโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่ใช่การแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อเหมือนในร้านเสริมสวย และ คลินิกเสริมความงามทำ กัน ฉะนั้นมีความเสี่ยงมากที่ผู้ใช้บริการจะติดโรคทางกระแสเลือดจนถึงแก่ชีวิต ได้ครับ และจริงๆ อย.แบน ห้ามนำเข้าหรือใช้เครื่องมือเสริมความงามชนิดนี้ในประเทศไทย” รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนังกล่าวตบท้าย แท้จริง แล้วสารคอลลาเจนไม่ได้มีผลเสียกับร่างกาย แต่อยู่ที่วิธีการที่เราใช้ว่าความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่จะทำให้ติดเชื่อได้ เราควร ศึกษา วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดในการใช้

คอลลาเจนคือคอลลาเจนที่ได้จากการสังเคราะห์ จัดว่าเป็นคอลลาเจนที่ราคาสูงมาก จะใช้ด้านการแพทย์

                            คอลลาเจนคืออะไร คงเป็นคำถามที่นิยมถามกันมากทีเดียวค่ะ แต่จริงๆแล้ว คอลลาเจนหมายถึง โปรตีนที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง โปรตีนใต้ผิวหนังแท้นี่เองที่มีชื่อเรียกกันอีกอย่างว่า “คอลลาเจน” โปรตีน จัดว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของผิวหนังเรา เนื่องจากโปรตีนจัดว่าป็นส่วนสปริงของผิวหนังสร้างความยืดหยุ่นรวมทั้งเพิ่มความเต่งตึงให้กับผิวหนังของเราด้วย ความรู้สึกในการสัมผัสผิวที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน ความรู้สึกคล้ายๆ กับเวลาที่เราสัมผัสแก้มเด็กสามารถสัมผัสถึงความใส ความเต่งตึง กับผิวแก้ม ดูเด็กหรือไม่คุณอาจจะสังเกตุได้จากเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวลักษณะผิวพรรณจะมีความชุ่มชื่น เต่งตึง ทั้งนี้คอลลาเจน เปรียบเสมือนกาว ซึ่งทำหน้าที่เป็นผสานความเชื่อมเซลล์แต่ละเซลล์ให้เข้าด้วยกัน กลมกลืนสม่ำเสมอ โปรตีนในร่างกายเรา มีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของร่างกาย คอลลาเจน จะอยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ ของร่างกายเรา
-หน้าที่ของคอลลาเจน จะช่วยเสริมความเรียบตึงของผิวหนัง
-คอลลาเจนมีหน้าที่ทำให้ผิวหนังของเราแข็งแรง
-คอลลาเจนเสริมสร้างให้ผิวเราเรียบเนียน
              คอลลาเจนต้องทำงานคู่กับโปรตีน “อิลาสติน”จะช่วยเสริมให้คอลลาเจนทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้น 100% โดยมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างสมบูรณ์แบบ คอลลาเจนมีหน้าที่เป็นเสมือนโครงสร้างของผิวเรา ช่วยให้ผิวเต่งตึง ส่วนสาร อิลาสติน เองก็จะมีหน้าที่หลักคือหน้าที่ ในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิวของเรานั่นเอง ช่วยไม่ให้ผิวมีริ้วรอย แต่เนื่องด้วยในการดำรงชีวิตของเราสภาวะแวดล้อมรอบๆตัวเราเอง สามารถทำลายคอลลาเจนโปรตีนในร่างกายเรา ให้เสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ซึ่งมีส่วนทำให้ผิวหนังเรามีการยุบตัวลง เป็นสาเหตุของหลักๆของความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ละเป็นจุดเริ่มต้นของริ้วรอยบนใบหน้า และร่างกาย เหตุเกิดของความชราของผิวพรรณ ความเสื่อมโทรม ริ้วรอยแรกเราจะเรียกกันว่า รอยตีนกา คือร่องรอยบริเวณผิวหนังรอบดวงตา ค่ะ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความบอบบางมากที่สุดของผิวหน้า รวมทั้งบริเวณกล้ามเนื้อรอบดวงตา ถ้าหากขาดความยึดหยุ่นจะส่งผลให้เกิดรอยเหี่ยวของผิวเร็วมากๆ และง่ายกว่าบริเวณอื่นของงร่างกายและหากมีการทานอาหารที่มีส่วนผสมคอลลาเจนโปรตีน ก้จะช่วยเสริมสร้างและช่วยลดชะลอความเหี่ยวย่นบนใบหน้า ลดริ้วรอย และความเสื่อมอื่นๆ อีกมากมาย คอลลาเจนช่วยกระชับในส่วนกล้ามเนื้อไม่ให้หย่อนยาน ผิวหนังเ อีกทั้งยังเต่งตึง อีกทั้งผมและเล็บให้คงสภาพที่มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย
คอลลาเจนทํามาจากอะไร แหล่งที่มาของคอลลาเจนแบ่งได้ 3 ประเภทด้วยกัน
- คอลลาเจนที่ทำมาจากสัตว์ เช่นคอลลาเจนที่สกัดจากหนังวัว หนังหมู หนังแกะ เป็นต้น
- คอลลาเจนจากปลานับเป็นคอลลาเจนที่ดีสุดแต่ก็มีราคาแพงมากกว่าชนิดอื่นด้วย
- คอลลาเจนที่สกัดจากพืช ราคาอยู่ในระดับปานกลาง และคุณภาพก็ใช้ได้ดี
- คอลลาเจนที่ได้จากการสังเคราะห์ จัดว่าเป็นคอลลาเจนที่ราคาสูงมาก จะใช้ด้านการแพทย์
การรับประทานคอลลาเจนอาหารเสริม มีผลดีอย่างไร
อาหารหรือสารสกัดจำพวกที่ผลิตมาจากโปรตีนปลาทะเลบางอย่าง ที่มีโครงสร้างโมเลกุลและมีสมบัติที่คล้ายกับโครงสร้างคอลลาเจนของผิว และปัจจุบันมีการนำสารอาหารพวกนี้มาแปรรูปเป็นอาหารเสริมหลากหลายรูปแบบซึ่งในการรับประทานจะช่วยในส่วนของริ้วรอยแล้วยังสามารถ ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายเราด้วย สามารถมาทดแทนโปรตีนคอลลาเจนในร่างการเราด้วย ช่วยในด้านการบำรุงผิว ลดริ้วรอย แล้วยังช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิว
หนัง สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวหนัง ช่วยให้ผิวนุ่มเนียนขึ้นจนเป็นธรรมชาติ คอลลาเจนมีคุณสมบัติอีกอย่างคือสามารถอุ้มน้ำได้ประมาณ 30 เท่าของน้ำหนักตัวมัน อีกทั้งช่วยให้ผิวหนังกำพร้าชุ่มชื้นขึ้น ได้อีกด้วยค่ะ
คอลลาเจนมีหลายยี่ห้อมากมายหลากหลาย Collagenase คอลลาเจนอาหารเสริม collagenosis collagenex collagenceutical collagescollection collagenna reviews Collagenese collagenmaske collagenase และ collypink ซึ่งเป็นคอลลาเจนแปปไทค์ แท้จากประเทศญี่ปุ่น ที่จัดว่าได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้

 

ร่างกายควรได้รับคลอลาเจน สารสกัดจากปลาทะเลน้ำลึกจะดูดซึมได้ดีกว่า 50 เท่าของหมูและสะอาด ปลอดเชื้อโรค ปลอดภัยกว่า

                     มาถึงเวลาที่คุยต้องเติมคอลลาเจนแล้ว เมื่อเราแก่ตัวลงคอลลาเจน ที่อยู่ใต้ผิวหนัง เริ่มเสริมสภาพลง เราควรต้องรู้ว่าสารอาการ คอลลาเจนโปรตีน เป็นสิ่งที่เรียกกันว่า โครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก แน่นอนมันไม่สามารถซึมผ่านผิวเราได้อยู่แล้ว การที่เราจะเติมคอลาเจนได้จะมีแค่ 2 วิธี  การฉีดใต้ผิวหนัง และการรับประทาน  การฉีดจะยุ่งยาก เพราะจ้องฉีดผิวหนังชั้นหนังแท้  การทานจึงง่ายกว่า เพราะได้กินอย่างต่อเนื่องและเพี่ยงพอที่ตัวคอลลาเจน จะไปช่วยสร้างนี้เยอะใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอย ให้ความชุ่มชื่น โดยปัจจุบัน คอลลาเจนที่พบทั่วไปส่วนมาจะเป็น คอลลาเจนที่มาจากปลา ซึ่งลักษณะคอลลาเจนมีความเหมือนของคนมากที่สุด นำมาสกัดเป็นผงเล็กๆ ลักษณะนี้จะมีผงละเอียด มีขนาดน้ำหนักโมเลกุลที่เล็กมาก (3000)  ทำให้สามารถละลายน้ำได้ดี ยังนำไปผสมแต่งกลิ่นกับเครื่องดืมอื่นได้ ดื่มง่าย รสชาติดี ดูดซึมเข้าร่างกายได้ง่ายแต่ดีที่สุดต้องเป็น คอลลาเจนบริสุทธิ์100% ไม่มีการแต่งกลิ่นและสารกันบูด ไม่มีไขมันและน้ำตาล เพื่อความปลอดภัย

             ปริมาณที่ควรบริโภคคอลลาเจนเท่าไรต่อวัน  ปริมาณสารอาหารทุกอย่างที่เรากินไปอาจทำให้เราแพ้ได้ บ้างคนมีขีดจำกัดในการรับไม่เท่ากัน คอลาเจนก็เหมือนกันถ้ารับเข้าไปในปริมานมากๆก็จะมีผลเสียต่อร่างกายได้ ยิ่งคนที่แพ้อาหารทะเลหรือปลาทะเล ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้อาเจียน หมดแรง อ่อนเพลียจนถึงต้องเข้าโรงพยาบาลได้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะอนุญาตรับประทานได้ไม่เกิน 10 กรัม/วัน แต่ขนาดที่แนะนำจริง 5 กรัมก็เพียงพอแล้วที่จะใช้ในการดูดซึมสู่ร่างกายอย่างปลอดภัย  คอลลาเจนเห็นผลอย่างไร ที่ร่างกายดูดซึม คอลลาเจน เข้าไปจะไปทำงานเป็นโปรตีนไฟเบอร์ ใช้ในการเชื่อมต่อ ชิ้นส่วนต่างๆร่างกายเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกระดูก เส้นเอ็น ปอด กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน ผิวหนัง โดยไปเสริมทำงานร่วมกับอีลาสติน เเพิ่มความยืดหยุ่นแก่อวัยวะส่วนต่างๆของผิวหนัง จะเห็นผลชัดเจนใน 30-60 วัน สามารถเห็นผล คืนความเยาว์วัย ริ้วรอย ด่างดำ ฝ้ากะ ผิวที่หย่อนยาน ขาดความชุ่มชื้น เพิ่มความแข็งแรงให้เส้นผม และเล็บ

 

 

วิตามินบี 9 ส่วนมากรู้จักกันในชื่อ กรดโฟลิค วิตามินชนิดนี้ละลายในน้ำ และจัดอยู่ในเครือของวิตามินบีรวม

                    แต่ถ้ามีมากจะถูกเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็นวิตามินบี 9 ส่วนมากรู้จักกันในชื่อ กรดโฟลิค ( FOLIC ACID ) วิตามินชนิดนี้ละลายในน้ำ (WATERSOLUBLE) และจัดอยู่ในเครือของวิตามินบีรวม และบางครั้งเราเรียกว่า โฟเลท โฟลาซิน หรือเทอโรอิลกลูทาเมท วิตามินบี 9  ส่วนมากรู้จักกันในชื่อ กรดโฟลิค ( FOLIC ACID ) วิตามินชนิดนี้ละลายในน้ำ ( WATERSOLUBLE ) และจัดอยู่ในเครือของวิตามินบีรวม และบางครั้งเราเรียกว่า โฟเลท โฟลาซิน หรือเทอโรอิลกลูทาเมท กรดโฟลิค หรือ วิตามินบี 9  นี้ จะถูกทำลายได้ง่ายในแสงสว่าง และเมื่ออยู่ในสภาพที่มีความร้อนสูง 32 องศาเซลเซียสหรือทิ้งไว้นานๆในห้อง โฟลิคก็จะถูกทำลาย กรดโฟลิคเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่พบว่ามักจะขาดบ่อยมากในอาหารธรรมดาของเรา  มี มากที่สุดในผักสีเขียวจัด ตับ และบริวเวอร์ยีสต์ นอกจากนี้ยังพบได้ในผลไม้สด ฟักทอง ถั่ว และเมล็ดต่างๆ อะโวคาโด แป้งข้าวสาลีทั้งเม็ด ( WHOLE WHEAT ) แป้งข้าวไรน์ แตงแคนตาลูป แครอท ไต ไข่แดง

ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนของการสร้างโลหิต สร้างเซลล์ และการถ่ายทอดปัจจัยทางพันธุกรรม และทำหน้าที่ร่วมกับวิตามิน บี12 รวมทั้งการสร้างภูมิต้านทานโรคในต่อมไธมาส ( THIMAS ) ให้แก่เด็กเล็ก และเด็กเกิดใหม่ความต้องการของร่างกายจะต้องการเพิ่มมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ดังนั้นสตรีมีครรภ์ ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิค จะช่วยทั้งแม่และเด็กในครรภ์ให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ กับทั้งยังเป็นหลักประกันได้ว่าไม่เกิดโรคโลหิตจางที่เรียกว่า   เมกกาโลบลาสติค ( MEGALOBLASTIC ANAEMIA )   เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติและรูปร่างไม่เท่ากัน และเม็ดเลือดแดงนั้นๆ อายุสั้นตายก่อนกำหนดพบบ่อยในผู้หญิงตั้งครรภ์ อีกด้วยองค์การอนามัยโลก มีบันทึกเป็นหลักฐานว่าประมาณหนึ่งในสาม ถึงครึ่งหนึ่งของสตรีมีครรภ์ก่อนคลอด 3 เดือน จะเป็นโรคขาดกรดโฟลิค ถึงนอกจากจะทำให้แม่และเด็กไม่สมบูรณ์แล้วยังอาจทำให้เด็กในครรภ์พิการ เพดานในปากโหว่ สมองเสื่อมได้อีกด้วยขาดเกิดภาวะโลหิตจาง ร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน เกิดแผลที่มุมปากชนิดที่เรียกว่า   ปากนกกระจอก กรดโฟลิค หรือ วิตามินบี 9  กรดโฟลิคเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่พบว่ามักจะขาดบ่อยมากในอาหารธรรมดาของเรา แต่ถ้ามีมากจะถูกเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น มีมากที่สุดในผักสีเขียวจัด หน้าที่ของ วิตามินบี 9 ต่อร่างกายที่รู้จักกันทั่วไปก็คือกรดโฟลิคช่วยร่างกายในการสร้างเม็ดเลือด แดง โดยที่จะไปช่วยไขกระดูก ( BONE MARROW ) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง และควบคุมการทำงานของสมอง และอารมณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปกติสมบูรณ์ ทำให้รู้สึกอยากรับประทานอาหารมากขึ้นและยังช่วยในการเผาผลาญ RNA ( RIBONUCLEIC ACID ) และ DNA ( DEOXYRIBONUCLEIC ACID )

 

ปกติร่างกายสามารถสร้างไบโอตินได้อยู่แล้วจากแบคทีเรียในลำไส้

           อาหารที่อุดมไปด้วยไบโอติน ได้แก่ ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิรต์ ผักต่างๆโดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด แครอท แต่ก็ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละ วัน วิตามินนี้จะถูกสังเคราะห์โดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ไบโอตินเป็นกรดที่มีกำมะถันอยู่ด้วยในโมเลกุล ผลึกของ ไบโอตินเป็นรูปเข็มยาว ในธรรมชาติมักเกิดรวมอยู่กับกรดอะมิโนไลซีน ระดับของไบโอตินในเซรุ่มของคนปกติอยู่ระหว่าง 213-404 นาโนกรัม/มล. ไบโอติน หรือ vitamin H จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามินบี จำเป็นสำหรับขบวนการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย เช่น การเติมคาร์บอนไดออกไซด์ให้แก่สารประกอบ หรือเอาคาร์บอนไดออกไซต์ออกจากสารประกอบ จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์เอนไซม์ในร่างกาย ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม กล้ามเนื้อ และประสาท

ปกติ ร่างกายจะสามารถสร้างไบโอตินได้อยู่แล้วจากแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่ง ถ้าหากรวมกับอาหารที่ได้รับในแต่ละวันถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของร่าง กายแล้ว แต่ก็เชื่อว่า ผู้ใหญ่ควรได้รับไบโอติน วันละ 100   200 ไมโคกรัม เด็ก(ตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป) ควรได้รับวันล่ะ 85   120 ไมโคกรัม จะ มีการอักเสบของเยื้อบุต่างๆ ผิวหนังแห้งลอก ตกสะเก็ด มีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ซึม ปวดเมื่อยตามตัว ระดับคอเลสเตอรอลสูง โลหิตจางแม้จะได้รับเหล็กเพียงพอ การขับปัสสาวะลดลง สาเหตุหนึ่งที่ร่างกายอาจขาดไบโอตินได้ก็คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ ทั้งนี้เพราะในไข่ขาวมีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ วิตามิน H หรือไบโอติน จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งสามารถละลายน้ำได้ วิตามินตัวนี้จะพบได้ในทุกเซลล์ในร่างกาย แต่พบว่ามีปริมาณน้อย โดยพบว่าพบมากที่ตับและไต ของร่างกาย ร่างกายสามารถสร้างได้เอง โดยแบคทีเรียจากลำไส้ คุณสมบัติ เป็นผลึกรูปเข็ม ไม่มีสี ทนต่อความร้อน แสงสว่าง กรดและด่าง ละลายได้ดีในน้ำร้อนและแอลกอฮอล์ ทำ หน้าที่เป็นโคเอนไซม์ในขบวนการต่างๆของร่างการ เช่น กระบวนการเผาพลาญของร่างกาย ขบวนการสร้างกรดไขมัน พิวรีน เป็นตัวส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยผลิตฮอร์โมนเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และอินซูลิน อีกทั้งยังรักษาสุขภาพของผิวหนัง ผม ต่อม เหงื่อ และกระดูกอ่อนอีกด้วย จะ พบทั่วไปในแหล่งอาหารธรรมชาติ แต่พบมากในเครื่องในสัตว์ เช่น ตับหมู ไตหมู รวมทั้งพวก เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวโพด ข้าวกล้อง ไข่แดง ถั่ว ยีสต์ ผักเช่น ดอกกะหล่ำปลี แครอท และพบในผลไม้ได้บ้าง